.......ambition........

เราต่างเป็น “ฆาตกร” ได้ทั้งนั้น
หากยังหล่อเลี้ยง “ความเกลียด” ไว้ในจิตใจ

ต่างกันเพียงจะเป็น “ผู้ก่อการ” หรือไม่
จะหยุด “การก่อการร้าย” ก็ต้องสลาย “ความเกลียด”

ร้อยแปดพันประการ ให้เราได้…
เกลียดชัง ผูกพยาบาท อาฆาตแค้น กัน

เพราะเหตุใดกันเล่า ทำให้ผู้คนจึงได้เกลียดชังกัน
การกดขี่ข่มเหง การทอดทิ้ง การทำร้ายจิตใจกัน
การเบียดเบียน เอาเปรียบกันนานาสารพัด
รู้ตัวบ้าง ไม่รู้ตัวบ้าง เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง

ไม่ว่าใครฆ่าใคร ไม่ว่าด้วยเหตุอันใด ไม่ชอบธรรมทั้งนั้น
ไม่ว่าจะมีกฎหมาย ประเพณี อารยธรรมของเผ่าพันธุ์ใด
มารองรับ ก็ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะยอมจำนนได้

เมื่อเราถือกำเนิดมาบนโลก ในจักรวาล แห่งหนนี้
หน้าที่ประการหนึ่งคือ การดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์
ให้อยู่ได้ยาวนานที่สุด พัฒนาซึ่งกันและกัน
ยกระดับจิต ซึ่งกันและกัน ให้ก้าวพ้นกฎแห่งการเวียนว่ายนี้

เราต่างรู้ แต่ต่างกันที่จะ “เชื่อ” หรือไม่
เชื่อในหน้าที่ของการเป็นมนุษย์เช่นนี้

เมื่อจะหยุดการฆ่า ก็ต้องฆ่า “ความเกลียด”
เราคงไม่คิดหรอกนะว่า “ความเกลียด” จะฆ่า”ความเกลียด”ได้
แล้วสิ่งใดเล่าจะฆ่าความเกลียดได้
ถ้าไม่ใช่ …ความรัก และเมตตา

ยากใช่ไหม ใช่…ยากมาก
นั่นเลยทำให้ประโยคทำนองที่ว่า …
“เมื่อเขาตบแก้มซ้าย เราก็ต้องหันแก้มขวาให้เขาตบ”
“ให้อภัยแม้ผู้ที่เข่นฆ่าเรา และคนที่เรารัก”
“รักแม้คนที่เกลียดชังเรา”
นั่นเป็นสิ่งที่เหล่าองค์ศาสดา ได้พิสูจน์ด้วยการเห็นของพระองค์แล้ว
แต่เราก็ยังไม่อาจจะตั้งมั่นบนความเชื่อเช่นนั้นกันได้

และเรายังกังวลใจว่าจะทำเช่นใดเล่ากับผู้คนที่กระทำการรุนแรงนั้น
ก็คงต้องอาศัย “ปัญญา” ความสามารถพิเศษที่ให้กับเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างเรามา
เราคงต้องใช้มันให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด
หากไม่เชื่อ และไม่อาจเห็นก็คงต้องอาศัย “ศรัทธา” ใน “ปัญญา” ของเหล่าองค์ศาสดา
เช่นนั้นกระมัง

เราโกรธ เราแค้น เราประณาม การกระทำได้
แต่เพราะเหตุใดเล่า ผู้คนเหล่านั้น ถึงสามารถฆ่าผู้คนได้
โดยการวางแผน โดยการกำหนดรายละเอียดอย่างรอบคอบ
เขาก้าวข้ามกฎต้องห้ามข้อที่หนึ่งนี้ได้อย่างไร ไม่น่าจะง่าย ๆ
มีอะไรที่ทำให้มนุษย์ไม่แยแสชีวิตมนุษย์คนอื่น
จะสรุปเพราะความโหดเหี้ยมอย่างไรก็ได้

แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นที่เราต้องเข้าใจหรือไม่
ภาวะแวดล้อมเช่นใด ครอบครัวแบบไหน สภาพความเป็นอยู่อย่างไร
ถึงได้หล่อหลอมให้เราฆ่ากันได้ง่าย ๆ เช่นนี้

และที่สำคัญกว่า น่าจะเป็น เราจะหยุดการกระทำเช่นนี้ได้อย่างไร
เราจะหยุด “การฆ่า” โดย “ไม่ฆ่า” ได้อย่างไร

เราคงไม่คิดว่า การใช้อำนาจที่มากกว่า ใช้กำลังที่มากกว่า
ใช้ความรุนแรงที่มากกว่ากัน จะยุติมันได้ !!!
…………………………………………………………………………………….
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอย่างไรต่อไป
นี่เป็น “กรรมของสังคม” ที่เราต่างร่วมสร้างกันมา
หากใช้วิธีการแก้ไขแบบที่ผ่าน ๆ มา
เราก็จะวนกันต่อไป

พุ่งตรงเข้าหาความจริงเท่านั้น
ถ้าควานหาความจริงไม่ได้ ก็คงยากที่จะแก้ปัญหาได้

หากยังไม่มีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน และแสดงได้
เราคงไม่ฉวยจังหวะตรงนี้ทำร้ายซึ่งกันและกันใช่ไหม
เพราะมันเป็นการเติมฟืนไปในกองไฟ

เพราะนี่เป็นการอยู่รอดของประเทศไม่ใช่หรือ
คงไม่มีประชาชนคนไหนอยากเห็นคนเป็นผู้นำทะเลาะกันหรอกครับ
ช่วยกันยุติปัญหาครับ นั่นคือสิ่งที่เราต้องการไม่ใช่หรือ!!!


...........................................



นายผ่าง

3 ม.ค.50