| |
|
|
|
ยุติการจับปลาบึก เป็นประเด็นที่ต้องหยิบยกมาขบคิดทุกครั้งเมื่อถึงฤดูกาลจับปลาบึก ช่วงหลังสงกรานต์ ของประมงพื้นบ้านบ้านหาดไคร้ อ.เชียงของ อย่างไรก็ตาม สำหรับในปีนี้ชาวประมงยินยอมพร้อมใจกันที่จะเว้นการจับปลาบึก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในวโรกาสทรงครองสิริราชสมบัติ ครบ 60 ปี ในวันที่ 18 เมษายน 2549 นางเตือนใจ ดีเทศน์ สมาชิกวุฒิสภา ได้มารับซื้อมอง(อวน) ที่ชาวประมงพื้นบ้านทำขึ้นเป็นการเฉพาะในการจับปลาบึก จากชาวประมงที่มีความประสงค์จะเลิกจับปลาบึก แต่ก็ดูเหมือนว่าจะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าชาวประมงทั้งหมดจะเลิกการจับปลาบึกตลอดไป เพราะ นอกจากชาวประมงฝั่งไทยแล้ว ที่ผ่านยังมีชาวประมงฝั่งลาวร่วมจับด้วย ซึ่งในปีนี้ที่ดอนแวง เกาะกลางน้ำโขง ยังมีห้าง(เพิง)ของคนลาวมาตั้ง เพื่อต้อนรับฤดูกาลจับปลาบึก! แต่หวังว่าสถานการณ์ตรงนี้คงไม่ถูกมองเป็นความขัดแย้ง และถูกตัดสินไปในแนวทางต่าง ๆ คงจะต้องใช้ความละเอียดอ่อนพอสมควรที่จะคิดเห็นร่วมกัน หากจะใช้การกำหนดคุณค่าของวิถีโลก มาตัดสินคุณค่าของวิถีชีวิตชุมชน เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือ สำหรับการจับปลาบึกในปัจจุบัน ไม่ได้เป็นเพียงวิถีชีวิตชุมชนเช่นในอดีต แต่มีหลายฝ่าย หลายมุมมองเข้ามาเกี่ยวข้อง ประเด็นหนึ่ง คือ การสูญพันธุ์ ซึ่งสหภาพสากลว่าด้วยการอนุรักษ์ (IUCN) กำหนดปลาบึกเป็นชนิดสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ อย่างยิ่งยวด (Critically Endangered Species) เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2546 แต่หลายปีที่ผ่านมาชาวบ้านยังคงจับปลาบึก เนื่องด้วยทางประมงจังหวัดเชียงรายให้การสนับสนุน และขอยืดระยะเวลาให้ชาวบ้านในการจับปลาบึก ด้วยเหตุผล คือต้องการรีดไข่และน้ำเชื้อเพื่อผสมพันธุ์ปลาบึกไปเพาะเลี้ยงเพื่อขยายพันธุ์ และปรากฏว่า 2 3 ปีที่ผ่านมาการเพาะพันธุ์ปลาบึกประสบความสำเร็จ สามารถผสมพันธุ์ปลาบึกรุ่นที่ 2 ได้ ความจำเป็นในการจับปลาบึกจึงหมดลง แนวร่วมการอนุรักษ์จึงเดินหน้าในการร้องขอให้ชาวประมงหยุดการล่า! อีกครั้ง และช่วงหลังเริ่มมีเสียงสะท้อนในลักษณะว่าการล่าปลาบึกเป็นความทารุณโหดร้าย ! จนเป็นภาพลักษณ์เชิงลบต่อชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งตรงนี้เห็นว่าควรจะหันมามองสักนิดก่อนตัดสิน เพราะ การจับปลาบึก นับเป็นวิถีชีวิตของคนลุ่มน้ำโขงแห่งนี้มาแต่โบราณ จะเห็นว่าสมัยก่อนชาวบ้านจับปลาบึกในช่วงก่อนฤดูการทำนา เนื่องจากเป็นปลาขนาดใหญ่จึงสามารถแบ่งกันได้ทั้งหมู่บ้าน และถนอมอาหารไว้กินในช่วงการทำนา และช่วงเวลาผ่านไปวิถีชาวชนบทเริ่มเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นเรื่องของยุคสมัย เริ่มมีความนิยมจากภายนอกท้องถิ่น จากจับเพื่อกิน และแบ่งปัน จึงพัฒนากลายเป็นอาชีพจับเพื่อจำน่ายสู่ท้องตลาด แต่นั่นก็จัดว่าเป็นอาชีพอย่างหนึ่งมิใช่หรือ แล้วการชำแหละปลาบึก ที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องโหดร้ายทารุน นั่นก็เป็นเรื่องที่หลายคนจะรู้สึกกันได้ หากพิจารณาในแง่ความเป็นจริง ปลาบึกไม่น่าจะต่างอะไรกับสัตว์ใหญ่ทั่วไป ที่ยังมีการชำแหละกันอยู่ ฉะนั้นจึงอยู่ที่ความรู้สึกของแต่ละคน แต่ละกลุ่ม ยากที่จะนำมาตัดสินกัน แต่เมื่อพิจารณาให้ละเอียดแล้ว การล่าสัตว์ใหญ่เช่นปลาบึกของชาวประมงพื้นบ้านนี้ มิได้ล่าด้วยความฮึกเหิม หรือความสะใจ แต่กระทำด้วยความยำเกรง ดังจะเห็นได้จากพิธีบวงสรวง และการเลี้ยงแก้บน วิถีชาวบ้านเคารพธรรมชาติเสมอมา นั่นคือจิตสำนึกในการอนุรักษ์ที่แฝงอยู่ในพิธีกรรม และวัฒนธรรม พิธีการบวงสรวงเป็นการบอกเจ้าพ่อปลาบึก ซึ่งเป็นการขออนุญาตก่อน และเมื่อล่าได้ ก็มีการแก้บน นั่นหมายถึงการขอบคุณ หากจะตีความตามคุณค่าปัจจุบัน ผู้ที่เคารพยำเกรงต่อธรรมชาติ ก็ยากที่จะทำลายธรรมชาติ แต่ในภาวะปัจจุบันเมื่อการตลาดเข้ามา การจับปลาบึกเริ่มเป็นการประมงอาชีพ มีการสั่งซื้อมาจากเมืองใหญ่ มีความเชื่อเรื่องการบริโภคเนื้อปลาบึกว่าจะทำให้อายุยืน เป็นองค์ประกอบที่เพิ่มขึ้นมา ซึ่งทำให้ต้องหวนกลับมาพิจารณารายละเอียดว่า เมื่อเป็นประมงอาชีพแล้ว จึงเกิดคำถามขึ้นมาหลายประเด็น การเป็นอาชีพจะทำให้ความมุ่งมั่นในการล่าจะเป็นอุปสรรคต่อการดำรงเผ่าพันธุ์ของปลาบึกหรือไม่ จำกัดปริมาณการจับได้หรือไม่ ? ความรู้สึกนึกคิดของชาวประมงพื้นบ้านจะเปลี่ยนไปหรือไม่ ยังจับปลาบึกด้วยความเคารพยำเกรงต่อธรรมชาติหรือไม่ ? เป็นธรรมหรือไม่เมื่อแนวร่วมฝ่ายอนุรักษ์จะขอให้ชาวประมงพื้นบ้าน หยุดอาชีพการจับปลาบึก โดยใช้กติกาขององค์กรต่าง ๆ ภายนอกชุมชน ? และเมื่อจะใช้กฎและมาตรฐานขององค์กรนานาชาติแล้ว มีข้อพิสูจน์ให้กับชาวบ้านหรือไม่ว่า การจับปลาบึกด้วยเครื่องมือที่ใช้อยู่ทำให้ปลาบึกสูญพันธุ์ ? บนเงื่อนไขความจำเป็นเรื่องปากท้องและการอนุรักษ์ จุดที่พอดีนั้นคงมีอยู่!!! หวังว่าจะหาจุดสมดุลนั้นได้ เรื่องปากท้องได้รับการแก้ไขให้มีทางเลือกอื่นสำหรับชาวประมง และพร้อมใจกันที่จะวางอวนด้วยความเต็มใจ ก่อนที่จะปล่อยการจับปลาบึกเป็นเพียงตำนาน เป็นความจำเป็น (ที่ไม่ใช่ความโหดร้ายทารุณ) ของวิถีชีวิตในช่วงเวลาหนึ่ง การอนุรักษ์เข้าสู่คุณค่าที่แท้จริง ไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์ ไม่ได้เป็นเพียงการหาจุดยืนทางความคิด แต่เป็นการอนุรักษ์ที่จะรักษาโลกนี้ไว้ ด้วยความรู้สึกร่วมกันของทุกคน การท่องเที่ยวซึ่งกลายเป็นปัจจัยใหม่ของการจับปลาบึก อาจถูกพัฒนาจากการที่จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวแวะเวียนที่จะเข้ามาดูปลาบึกตัวเป็น ๆ มาเป็นการชมแสดงนิทรรศการให้เห็นถึงวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ ในลุ่มน้ำโขงเราเห็นอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งจะได้ปลูกฝังให้เด็ก ๆ ของเราเห็นคุณค่า มองสิ่งต่าง ๆ รอบตัวอย่างเข้าใจ และเกิดความรู้สึกที่จะช่วยรักษากันต่อไป ........................................ เพิ่มเติม - ประชุมร่วมกัน 4 ฝ่าย หาแนวทางหยุดจับปลาบึกถาวร
|