ห้องเรียนชุมชน...มิติใหม่ของการเรียนรู้

เธออาจเหนื่อย...ที่ต้องเดินย่ำ...ทำความรู้จัก
หากสิ่ง...ซึมซับวันนี้ จักสั่งสมไว้ ในความทรงจำของวันวัยเยาว์
เป็นรากอันแข็งแรง ให้เธอเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่เข้าใจชีวิต
และไม่ละทิ้งรากเหง้า...


วันนี้ห้องเรียนของเด็ก ๆในชุมชนเรากว้างขึ้น มีเรื่องราวที่เป็นจริง...ให้ได้สัมผัส และซึมซับ!

นักเรียนโรงเรียนอนุบาลเชียงของ เกือบทั้งโรงเรียนตั้งแต่ชั้น ป.1-ม.1 ต้องออกเดินทางไปเรียนนอกห้องเรียน มีชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ มีครูเป็นปราชญ์ชาวบ้าน...ถ่ายทอดประสบการณ์ และบอกเล่าถึงวิถีชีวิตของชุมชน

"จ้าวแห่งลุ่มน้ำโขง" ฉายาของปลาบึก เป็นหัวข้อการเรียนรู้ที่คุณครูได้เตรียมไว้ให้ โดยได้รับความกรุณาจากคุณตา 4 ท่าน ของบ้านหาดไคร้ ซึ่งล้วนมีประสบการณ์เป็นพรานปลาบึกมาก่อน มาถ่ายทอดเรื่องราวให้กับบรรดาเด็กๆในครั้งนี้

การเรียนในวันนี้ถูกแบ่งเป็น 2 กลุ่ม บรรดาเด็กเล็กชั้น ป.1-ป.3 จะเดินเป็นระยะทางไม่ไกลนัก ตั้งขบวนออกจากโรงเรียนมุ่งตรงไปยัง ท่าน้ำหน้าวัดหาดไคร้

ส่วนเด็กโต ป.4 - ม.1ครูจึงพาเดินไกลหน่อย โดยเริ่มออกจากโรงเรียนไปตามถนนสายหลังตลาดข้ามสะพานเล็ก ๆ ที่บ้านหัวขัว อ้อมหลังวัดศรีดอนชัยขึ้นมาเรื่อย...จนถึงบ้านหัวเวียงเลี้ยวเข้าถนนสายหลัก มาหยุดพักที่ท่าเรือน้ำลึก ซึ่งเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าระหว่างไทย กับ ลาว,จีน

พอให้เด็กๆ ได้พักเหนื่อย ...เดินทางต่อไปตามถนนสายกลาง ผ่านวัดแก้ว - วัดหลวง อันเป็นสถานที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเมืองเชียงของ ดูบรรยากาศร้านค้า ย่านที่พักของนักท่องเที่ยว และแวะลงไปชม ท่าผาถ่าน สถานที่ที่มีเรื่องราวเล่าขานกันมามากมายในอดีต ลัดเลาะตามริมแม่น้ำโขง ก่อนที่จะมุ่งไปยังฐานการเรียนรู้ที่ท่าบ้านหาดไคร้ในช่วงบ่าย หลังจากเด็กเล็กได้เรียนรู้ไปก่อนหน้านี้แล้ว

เนื้อหาการเรียนรู้ของเด็กนักเรียนทั้งสองกลุ่ม จะมีความคล้ายกัน คือถ่ายทอดเนื้อหา โดยการเล่าเรื่อง และใช้ภาพประกอบ ดึงความสนใจของเด็กนักเรียน

ฐานที่ 1 พิธีบวงสรวง"เจ้าพ่อปลาบึก"

"ปลาบึก เป็นปลาที่มีเจ้าของ ก็คือ...เจ้าพ่อปลาบึก" คุณตาจันทร์ ยงยืน บอกถึงความสำคัญของพิธีบวงสรวงฯ

วันที่ 18 เมษายนของทุกปี จะมีการจัดพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ปลาเริ่มว่ายทวนน้ำขึ้นมาและผ่านบริเวณบ้านหาดไคร้ และเริ่มฤดูกาลจับปลาบึก

ตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษาของทุกปี เราจะเห็นนกนางนวลจำนวนมากบินมาแถวดอนหลวง นั่นเป็นสัญญาณว่า ปลาบึกกำลังมาแล้ว และบางครั้งก็มาพร้อม ๆ กัน ในปีนี้มีนกนางนวลมากกว่า 300-400 ตัว

ความหมายของการทำพิธีบวงสรวง คือการบอกกล่าวเจ้าพ่อปลาบึกก่อน เพื่อขออนุญาตท่าน หรืออาจมองว่าเป็นการบนเพื่อให้จับปลาบึกได้

เครื่องเซ่นในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึก ประกอบด้วย สรวย(กรวย)ดอกไม้ ธูป เทียน 6 คู่ สรวยหมาก พลู อย่างละ 1 กรวย หัวหมู 2 หัว ไก่ 2 คู่ เหล้าขาว 4 ขวด น้ำส้ม น้ำแดง

กล่าวคำอธิฐาน เป็นการเชิญเจ้าพ่อปลาบึก เจ้าน้ำ เจ้าท่า เจ้าป่า เจ้าเขา มารับเครื่องเซ่น และขอให้เจ้าพ่อนำปลาบึกขึ้นมาถูกมอง(ติดอวน)มาก ๆ และมีการบนว่า หากติดหนึ่งตัวก็จะเลี้ยง(แก้บน)ทุกครั้งไป

"ไม่มีคาถาอะไร ในการกล่าวอธิฐานนั้น เป็นเพียงการขอโชค ขอลาภ ให้ร่ำให้รวย"

ฐานที่ 2 เครื่องมือและการจับปลาบึก

คุณตาพุ่ม บุญหนัก ประธานชมรมปลาบึกคนปัจจุบัน เป็นผู้ให้ความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการจับปลาบึก...

เครื่องมือที่ใช้จับปลาบึกแบ่งเป็น 4 ชนิด เป็นไปตามพัฒนาการของยุคสมัย...

สะเบ็ง เป็นเครื่องมือจับปลาแบบโบราณ มีลักษณะคล้ายหอก มีปลายคล้ายเบ็ด โดยปลายอีกด้านหนึ่งจะร้อยเชือกไว้

การจับปลาบึกด้วย สะเบ็ง พรานปลาต้องมีความชำนาญสูงในการพุ่งสะเบ็งให้โดนตัวปลา ด้วยลำน้ำที่กว้างของแม่โขง การจะรู้ได้ว่าปลาอยู่บริเวณไหน ต้องมีการเฝ้าดู

การเฝ้ามองปลาบึก ต้องมีการตั้งห้าง(เพิง)สูงประมาณ 3-4 เมตรบริเวณดอนหลวง หรือดอนแวง คนเฝ้าดูนี้ต้องมีความประสบการณ์และความสามารถสูงในการมอง มีพรานปลาเพียงไม่กี่คน ที่ทำได้เช่นนั้น

กวัก เป็นเครื่องมือที่สร้างขึ้นมาใช้แทน สะเบ็ง มีลักษณะคล้ายอวน สูงประมาณ 3-4 เมตร ความยาวประมาณ 10 เมตร หรือ เท่ากับความยาวของลำเรือ

การออกจับปลาแต่ละครั้ง จะต้องใช้เรือเคลื่อนไปบนผิวน้ำขวางทางเดินของปลา แล้วปล่อยกวัก ลงไปในน้ำ ในการจับปลาบึกโดยใช้กวักแต่ละครั้ง ต้องใช้เทคนิคพิเศษเข้าช่วย คือ ทุ่มก้อนหินไปด้านหลังของปลา เพื่อให้ปลาตกใจ แล้ววิ่งมาติดกวัก

แห ได้ถูกนำมาใช้ช่วงหนึ่ง แต่ต้องใช้คนที่มีทักษะดี มองฟองน้ำออก จะได้รู้ตำแแหน่งที่ชัดเจนของปลา ก่อนที่จะทอดในแต่ละครั้ง

แต่เมื่อสภาพแวดล้อมของแม่น้ำเปลี่ยนไป ไม่นิ่งเหมือนก่อน...มีการใช้เรือยนต์มากขึ้น ทำให้ไม่สามารถมองเห็นฟองคลื่นได้ชัดเจน การจับปลาด้วยวิธีนี้จึงหมดไป

มอง(อวน) จึงถูกพัฒนาขึ้น แม้จะต้องใช้ต้นทุนในการทำสูง แต่ก็เป็นที่นิยม และใช้กันอยู่ในปัจจุบัน ขนาดของมองมีความสูงประมาณ 3- 4 เมตร ความยาวประมาณ 280-300 เมตร โดยทำจากไนลอนที่มีความเหนียวเป็นพิเศษ ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะลงมือทำกันเอง เพราะประหยัดกว่าซื้อครึ่งหนึ่ง ส่วนราคามองที่ซื้อขายกัน อยู่ที่หลังละ2-3 หมื่นบาท

ฐานที่ 3 ปลาบึก

 

อาจารย์ประสงค์ อินต๊ะเสน อธิบายว่า..ปลาบึก เป็น ปลาหนัง อาศัยอยู่ในแม่น้ำโขง มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

...ปลาบึก มีรูปร่างคล้ายปลาสวาย แต่ต่างกันที่ปลาบึกไม่มีฟันทั้งขากรรไกรบนและล่าง มีหนวดสั้นอยู่ที่ขากรรไกรบน 1 คู่ และตำแหน่งของตาอยู่ต่ำกว่าระดับมุมปาก ขณะที่ปลาสวายมีฟันทั้งบนขากรรไกรและที่เพดานปาก

ปลาบึก กินพืชน้ำ ประเภทสาหร่าย (ไก) ที่มีออยู่ในแม่น้ำ และอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำที่มีระดับความลึกมากกว่า 10 เมตร บริเวณที่ท้องน้ำเป็นกรวด หรือมีเพิงหินในลักษณะที่คล้ายถ้ำใต้น้ำ ชาวบ้านเรียกว่า.."วังปลาบึก" หรือ "เวินบึก"

จากหลักฐาน ภาพเขียนสีโบราณ ที่ผาแต้ม อ.โขงเจียม จ.อุบลราชธานี ซึ่งมีรูปปลาขนาดใหญ่อยู่ด้วย จึงเชื่อว่าคนลุ่มน้ำโขงรู้จักปลาบึกมานับพันปี

ความเชื่อของชาวบ้านลุ่มน้ำโขงตอนล่างเชื่อว่า ปลาบึกจะอาศัยอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำโขง บริเวณทะเลสาบเขมร และเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ปลาบึกจะว่ายทวนกระแสน้ำจากทะเลสาบเขมรขึ้นไปวางไข่ที่ทะเลสาบตาลี ทางตอนใต้ของประเทศจีน

ชาวลาวก็ได้บันทึกไว้เช่นกันว่า ในออดีต มีการจับปลาบึกบริเวณเมืองหลวงพระบาง ในเทศกาลขึ้นปีใหม่ของแต่ละปี เมื่อครั้งที่ยังมีกษัตริย์(เจ้ามหาชีวิต)ปกครอง

และยังมีการสันนิษฐานว่าบริเวณห่างจากหลวงพระบางลงไปทางใต้ ประมาณ 5 - 7 กม.มีถ้ำหรือเวิ้งปลาบึกอยู่จำนวนมาก

ฐานที่ 4 การจับปลาบึก

คุณตาบุญเรียน จินะราช เล่าถึงความเป็นมาของการจับปลาบึกและการจำหน่ายของชุมชน...

"ในสมัยก่อน ประมาณ 100 ปีกว่าปี การจับปลาบึกส่วนใหญ่เป็นการจับและแบ่งกันกินในหมู่บ้าน ใครจับได้ก็จะนำมาแบ่งกัน"

สมัยนั้นมีความเชื่อเกี่ยวกับการกินปลาบึกว่า หากใครได้กินปลาบึก 1 ครั้ง ก็จะมีอายุยืนขึ้นอีก 1 ปี ก่อนจะเข้าสู่ฤดูทำนา จึงมีชาวบ้านสนใจมาจับปลาบึกกันมาก

ขอย้อนไปในปี 2526 ช่วงนั้น เริ่มได้รับความสนใจจากทางการ กรมประมงจังหวัดเชียงราย ได้เข้ามาทำการผสมเทียมปลาบึก จึงได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน ซึ่งการผสมเทียมปลาบึกสำเร็จในปี 2528

การจับปลาบึกเพื่อบริโภคในหมู่บ้านเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีข่าวผ่านสื่อออกไปอยู่เรื่อยๆ ทำให้ปลาบึก เป็นที่ต้องการของตลาด จากการจับเพื่อบริโภค จึงเข้าสู่การจับเพื่อการพาณิชย์

มีการสั่งซื้อจากร้านอาหารหลายแห่ง ทั้งในท้องถิ่นเอง และจากที่อื่น เชียงใหม่ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ฯลฯ เมื่อปลาบึกเป็นที่ต้องการและราคาขยับขึ้น ทำให้มีชาวบ้านสนใจเข้ามาจับปลากันมากขึ้นทั้งคนไทย และคนลาว

ราคาปลาบึกจากอดีต เริ่มต้นกันที่ กก.ละ 50 - 100 บาท กระทั่งในปัจจุบันขยับเป็น กก.ละ 300 บาท หากชำแหละแล้วอยู่ที่ กก.ละ 600 บาท กระดูกแข็งจะถูกหน่อย กก.ละ 100 บาท ส่วนกระดูกอ่อน ได้รับความนิยม ราคาจึงสูงขึ้นมานิด อยู่ที่ กก.ละ 200-300 บาท

เมื่อปลาบึก เป็นที่ต้องการ จึงเกิดข้อพิพาทกันเองของชาวบ้านในการจับปลาบึก

เพื่อลดความขัดแย้ง และหาข้อยุติโดยเร็ว จึงมีการจัดตั้ง "ชมรมปลาบึก"ขึ้น เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2530 ให้เป็นตัวกลางในการจัดระบบ การจับปลาบึกของชาวบ้านทั้งไทย-ลาว รวมถึงการกำหนดราคาขายปลาบึกสู่ท้องตลาด

สำหรับยอดการจับปลาบึกที่จับได้ และบันทึกไว้ ตั้งแต่ปี 2524 จนถึงปี 2548 จับได้ทั้งหมด 463 ตัว เพศเมีย 157 ตัว เพศผู้ 252 ตัว ส่วนอีก 54 ตัวไม่สามารถระบุเพศ
........................................................................

ห้องเรียนชุมชน ในหัวข้อ "เจ้าแห่งลุ่มน้ำโขง" เป็นเพียงการเริ่มต้นของหลักสูตรท้องถิ่น ที่ทางโรงเรียนอนุบาลเชียงของได้จัดทำขึ้น ...เพื่อให้นักเรียน ได้เรียนรู้และเข้าใจเรื่องราวต่างๆ ของชุมชน

บ้านหาดไคร้
28 กรกฎาคม 2548

เรื่อง...ภาดา