เศรษฐีอเมริกันกับการบริจาค
..........................................
กระผมไม่รู้สึกชื่นชมแม้แต่น้อย กับบรรดาเศรษฐีอเมริกันกับการเททรัพย์สินเงินล้านล้าน
หรือกว่า 80 เปอร์เซนของตัวเองเข้ามูลนิธิเพื่อช่วยเหลือสังคมโลก
สำหรับการเป็นพลเมืองโลกคนหนึ่ง...ผมอาจขอบคุณครับ ขอบคุณที่คิดได้ไงหล่ะครับ
(อ้อ
ขอเถิดครับ
อย่ามาจัดระเบียบซ้าย-ขวาให้ผมนะครับ จะเขี่ยผมออกจากอารยชนไปเป็นอนารยชนเลยก็ได้
แต่อย่าเอาระบบดิจิตอลมาคัดแยกผม เพราะผมเชื่อว่ามนุษย์เราไม่ได้เป็นเช่นนั้นหรอก)
มาว่ากันต่อครับ
ทำไมไม่ชื่นชมน่ะหรือ
เพราะผมคิดว่าโลกนี้ไม่ควรมีใครต้องมีเงิน และใช้เงินขนาดนั้นน่ะสิครับ
ในเวลาที่หลายคนบนโลกนี้ยังอดอยาก แร้นแค้น และเจ็บปวดเพราะความหิวและโรคภัยคุกคาม
แต่ไม่อาจจะมีเสาะหาลู่ทางเลี้ยงตัวเอง รักษาตัวเองได้เท่าที่ควรจะเป็น
และที่สำคัญเราโยนคนบนโลกด้วยกันเองเข้าสู่การเข่นฆ่า เพราะระบบเศรษฐกิจโลกอันอัปลักษณ์ที่เป็นอยู่นี่ไง
ระบบเศรษฐกิจที่คนไม่กี่คนคิด แล้วคนบนโลกนี้ก็จำต้องตามขบวนแห่
(ไม่รู้จริง ๆ ว่ามันจะแห่เราไปที่ไหนกัน)
มันไม่ได้เอื้อเฟื้อที่จะทำให้โลกอยู่ด้วยกันอย่างสงบได้เลย
ผมว่ามนุษย์เราน่าจะมีปัญญาทำโลกให้ดีกว่าที่มันเป็นอยู่นี่
ฉะนั้น การที่เศรษฐีอเมริกันผู้นี้เทเงินบริจาค โดยไม่ถ่ายเทปัญญาที่จะทำให้โลกดีขึ้นด้วยสมองเดียวกับที่เคยใช้คิดดูดเงินเข้ากระเป๋าตัวเองได้
ก็ไม่เห็นมีอะไรต้องน่าชื่นชมนี่ครับ
ด้วยเหตุอันใดเล่าครับ ที่ทำให้เขาสามารถหาเงินได้มากมายขนาดนั้น
ทำไมส่วนเกินเศรษฐกิจจึงไปกองอยู่ต่อหน้าคน ๆ หนึ่ง ครอบครัว ๆ หนึ่งขนาดนั้น
ระบบเศรษฐกิจเป็นธรรมแน่แล้วหรือ
เขาสร้างคุณประโยชน์ให้กับคนอื่น ให้กับส่วนรวมเหมาะสมเพียงพอที่จะได้ครอบครองทรัพย์สินขนาดนั้นแล้วหรือ
แล้วการครอบครองทรัพย์สินมากมายนั้นเพื่ออะไรกัน
เมื่อมีคน ๆ หนึ่งร่ำรวย ก็ต้องมีคนที่ยากจนลง
ขณะที่เขาร่ำรวยขึ้น ใครเล่าที่ยากจนลง
เมื่ออเมริการ่ำรวยขึ้น แล้วประเทศใดเล่ายากจนลง
ทั้งยากจน
และเข็ญใจ
ทำไมเขาถึงต้องยากจนลง เพราะเขาไม่ทำงาน เพราะเขาไม่ฉลาด เพราะเขาไม่ทันกับกติกาใหม่ที่กำเนิดขึ้น
เพราะเขามีกรรมงั้นหรือ
แต่เขาก็ต้องกินก็ต้องใช้ และถ้าเขายังขยันมุมานะทำงาน แต่ก็เลี้ยงตัวเองครอบครัวไม่ได้หล่ะ
ควรแล้วหรือที่ต้องเป็นเช่นนั้น ควรแล้วหรือที่คนที่พ่ายแพ้แก่กฎกติกาใหม่ต้องได้รับการผลักไสออกจากสิทธิอันที่จะครองชีวิตอย่างสงบได้
ก็ด้วยเหตุนี้แล
กระผมจึงไม่ชื่นชมแต่อย่างใดกับความร่ำรวยของอเมริกันชน
มิเพียงไม่ชื่นชม ผมยังคิดว่าเขาควรขอบคุณคนที่รับเงินช่วยเหลือจากเขาด้วยที่ทำให้เขาได้ไถ่ถอนความผิดที่เขาอาจทำโดยไม่ได้ตั้งใจ
หรืออาจตั้งใจที่จะมองไม่เห็นนั่นด้วย (ผมไม่ได้ว่าเขาผิดนะครับ
ก็เขาไม่ได้ตั้งใจ และมองไม่เห็น นี่ครับ)
ส่วนประโยชน์ที่เขาสร้าง ก็ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ ก็ต่างตอบแทนกันอยู่แล้วนี่
เพราะการค้าคือการแลกเปลี่ยนที่เป็นธรรมมิใช่หรือ เราเชื่อตลอดเวลาไม่ใช่หรือว่า
การค้าที่ทำอยู่นี้เป็นธรรม
และผมก็เห็นว่า ควรอย่างยิ่งที่อเมริกันชน หรือบุคคลที่ร่ำรวยไม่ว่าจะเป็นสัญชาติอเมริกันหรือไม่
ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง หากยังต้องการให้โลกนี้คลายความร้อนลง
ค่อย ๆ เทเงินตราในกระเป๋า เททรัพย์สินในพอร์ตของท่านออกมาเถอะครับ
ถ้าท่านสนุกมาพอแก่กาลแล้ว บริโภคกันมาจนล้นเหลือ (แต่หลายคน หลายประเทศทุกข์สาหัสนะครับ)
แล้วหันทำการค้าอย่างเป็นธรรมตามสามัญสำนึก ไม่แน่ในอนาคต (อันไกลโพ้น)
เราอาจไม่ต้องเอาการค้าเสรีอันน่ายกย่องนี้มาบีบมารัดคอกันแบบเอาเป็นเอาตายอย่างทุกวันนี้
ใจจริงแล้ว ไม่เพียงอเมริกันชน และบรรดาผู้ร่ำรวยฟากตะวันตก จะต้องเทเงินออกมา
และทำการค้าให้เป็นธรรม ผมว่าพวกเขายังติดค้างเราและหลายประเทศอยู่มาก
ถ้าผมมีสิทธิคิด ผมก็ไม่คิดเอาคืนหรอกครับ(ถึงคิดก็ไม่มีปัญญา ถึงมีปัญญาคงปวดหัวตายไปเสียก่อน
เพราะหนี้นั้นคงคิดออกมาลำบาก ไม่รู้จะเอาออกมารูปแบบไหน ไม่รู้จะคิดบนฐานใด
ฐานไหนหล่ะ หยดเลือดและหยาดน้ำตา หรือตีเป็นเงินตรา แต่ก็นั่นแหละครับส่วนหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าเป็นการสมรู้ร่วมคิด
แล้วถ้าตอนนี้ไม่คิดสมรู้ร่วมคิดแล้วหล่ะ-ตรงนี้ผมหมายถึงเศรษฐีอเมริกันนะครับ
หมายความเช่นนั้นจริง ๆ )
แต่ผมเพียงปรารถนาเป็นอย่างยิ่งว่า พวกเขาจะไม่เบียดเบียนและรังแกใครมากไปกว่านี้ก็เป็นบุญแล้วหล่ะครับ
ผมไม่รังเกียจ อเมริกันชน นะครับ เวลาเขาผ่านมาที่เมืองเล็ก ๆ นี้
แต่ละคนก็อัธยาศัยไมตรีดีหนักหนา หมายถึงดีจริง ๆ นะครับ น่าเสวนาด้วยชาติหนึ่ง
และดูเหมือนประเทศเราก็ยังต้องการดอลลาร์สหรัฐอยู่ แต่ไหงผลรวมประเทศที่ยิ่งใหญ่ออกมาเป็นเช่นนั้นเล่าครับ
อย่างว่านั่นแหละครับโลกนี้ซับซ้อนเข้าใจยาก อย่าคิดว่าจะเข้าใจอะไรได้ง่าย
ๆ เลย ว่าไหมครับ
การด่วนตัดสินอะไรง่าย ๆ ของแต่ละฝ่าย มันเสี่ยงนะครับ
เสี่ยงต่อการพลาดจากความเป็นจริง พลาดต่อการแก้ไขปัญหาในต้นเหตุที่แท้จริง
สมมุติครับ สมมุติว่า....
.........................................................................
ดิวทอเรียม
update: 4 ก.ค. 2549