| |
|
|
ตอนที่ 2 วันวาน เกือบพลบค่ำ อุ้ยยืนนั่งเหม่อมองไปที่น้ำของ ทุกครั้งแกก็อดยิ้มออกมาไม่ได้ ที่ย้อนนึกไปถึงบรรยากาศที่เงียบสงบของท้องน้ำในอดีต อุ้ยยืนเวลานั้นคือ ด.ช.ยืนที่คอยติดตามพวกผู้ใหญ่บรรดา ลุง ๆ อาๆ ไปนั่งเฝ้าคอยดูฝูงปลาบึกขึ้นมาเล่นน้ำตามชายฝั่งน้ำโขง ท้องน้ำที่ไหลนิ่งเรียบ เงียบสงบ แต่เมื่อมีเจ้าปลาบึกยักษ์นั้นว่ายทวนกระแสน้ำขึ้นมานั้น ทำให้ผิวน้ำค่อย ๆ นูนขึ้นผุดพราย สูงขึ้นกว่าศอก เคลื่อนตัวเป็นจังหวะ ทั้งระลอกคลื่นจากการกรีดกรายแหวกสายน้ำริ้วเป็นสองทางยาว บางครั้งเจ้าปลาบึกขึ้นมาเล่นน้ำกันเป็นฝูง ยิ่งดูสวยงามจับใจ ภาพนั้นยังจำติดตาตรึงใจปู่ยืนจนถึงทุกวันนี้ ปู่ยืน นับเป็นคนที่ได้รับการนับน่าถือตาในชุมชน เพราะความเชี่ยวชาญในหลาย ๆด้าน ทั้งการทำมาหากิน ดนตรีพื้นบ้าน สืบทอดพิธีกรรมต่าง ๆ ของท้องถิ่น ซึ่งความสมค่ากับการเป็นลูกน้ำของ และคนล้านนาอย่างแท้จริง ตลอดชีวิตที่ผ่านมา 60 กว่าปีก่อน เมื่ออุ้ยยืนยังเป็น ด.ช.ยืน อายุไม่ถึง 10 ขวบ ได้เฝ้าติดตามผู้ใหญ่ออกหาปลาตามลุ่มน้ำต้า(ท่าน้ำ) เป็นประจำ ขณะที่เพื่อน ๆ วัยเดียวกัน ยังเพียงสนุกอยู่กับการเล่นน้ำ แต่อุ้ยยืนเวลานั้นสามารถที่จะหาปลาได้อย่างชำนาญ ทั้งการวางเบ็ด การไหลมอง การทอดแห แบบหาตัวจับยากคนหนึ่งเมื่อเทียบกับเด็กวัยเดียวกัน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่บางคน วันนี้เจ้าหยัดไม่มาหรือ ลุงตาตะโกนถามทีมพรานปลาบึก ครับ ด.ช.ยืนกระโดดตามผู้ใหญ่ ไปอย่างเคย แต่วันนี้พิเศษ
ยืนได้รับหน้าที่ฝีพายประจำหัวเรือ และในสัปดาห์ต่อมา ยืนก็ได้รับหน้าที่สำคัญ เมื่อลุงตาเห็นแววหลานรักคนนี้จึงให้ถือกวักส่วนหัวเรือ ยืนทำได้อย่างชำนาญ และในปีนั้นเอง เขาก็ได้สัมผัสกับการประจันหน้ากับปลาบึก เจ้าแห่งลุ่มน้ำโขง ที่ร่างใหญ่ยักษ์นั่น อุ้ยยืนจำได้ว่าวันนั้นหลังจากรอคอยมาทั้งวันทั้งคืน แต่กลับใช้เวลาไปถึง 5 นาทีเท่านั้น ที่จะเผชิญหน้ากับปลาบึก สำเร็จ หรือไม่ ก็อยู่ในเวลาแค่ชั่วอึดใจ ที่ทุกคนต้องใจจดใจจ่อกับการเคลื่อนไหวของปลายักษ์ที่อยู่ตรงหน้าทำทุกอย่างให้มันมาอยู่ในกวักให้ได้ การจับปลาบึกในอดีตนั้นต้องอาศัยเทคนิคและความชำนาญ ร่วมกันทั้งของคนที่อยู่บนฝั่งคอยดูทิศทางการเคลื่อนไหวของปลา ซึ่งผู้ชำนาญการดูฟองคลื่นปลาบึกจะถูกเรียกว่า "เสือตาไฟ" ที่ทำงานร่วมกันกับพรานปลาที่อยู่บนเรืออีกประมาณ 4-5 คน เวลานั้นทีมจับปลาบึกใช้กวักเป็นเครื่องมือจับปลาบึก กวักมีลักษณะเป็นตาข่ายกว้าง 4 เมตร สูงประมาณ 3 เมตร มีเชือกร้อยขอบโดยรอบ เวลาจับปลาจะปล่อยกวักไว้ด้านหลังและอ้อมล้อมมาด้านนอกของเรือเล็กน้อยเพื่อป้องกันปลาจะเบี่ยงหนีออกไปกลางแม่น้ำ "ซ้ายหน่อย ๆ ตรงเจ้ายืนนั่นหล่ะ" ลุงยอดตะโกนบอกให้ขยับเรือออกไปกลางน้ำอีกนิด เพราะปลาบึกว่ายมาตรงตำแหน่งที่ยืนถือกวักอยู่ ยืนรู้สึกตื่นเต้นมากแม้เคยเห็นฟองคลื่นปลาบึกบ่อยครั้ง แต่ในระยะประจันหน้าใกล้เพียง2-3 เมตรทำให้ยืนรู้สึกตื่นตาตื่นใจมากทีเดียวแต่ก็ต้องรีบตั้งสติ ลุงตาขยับเรือตามตำแหน่งลุงยอดบอก ยืนต้องระวังไปให้กวักลงต่ำไปจนชนกับก้อนหินใต้ผิวน้ำ เพราะปลาบึกจะรู้ตัวหนีไปได้ เสียงบนผิวน้ำแม้ตะโกนก็จะไม่มีผลต่อการปลาบึก แต่เสียงใต้ผิวน้ำเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้พลาดได้ มือของยืนสั่นเล็กน้อยแต่ก็ตั้งอกตั้งใจกับการทำหน้าที่ในครั้งแรกอย่างเต็มกำลัง "ตูม" เสียงอาเลิศโยนก้อนหินไปทางด้านซ้ายดักหน้าปลาบึกเมื่อมันอยู่ห่างในระยะที่ได้ที่ และมันทำท่าจะเบี่ยงออกไปทางขวา ปลาตัวนี้ว่ายเร็วดูคลื่นกระแทกเป็นระลอกสั้น ๆ น่าจะเป็นตัวผู้ยืนคิดในใจ ได้ผลเจ้าปลาหลบ ว่ายปรี่มาทางซ้าย พอดี! มันชนกวักทันที อาอีกสองคนรีบดึงเชือกรูดปากกวักอย่างคล่องแคล่ว สำเร็จ! เฮ! เสียงเชียร์จากบนฝั่งดังลั่น หลังลุ้นระทึกมาหลายนาที
ยืนตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออก วันนั้นทีมของลุงตาได้ปลาบึกน้ำหนักกว่า 210 กก. และเป็นตัวผู้อย่างที่คาดไว้ "ปู่..ปู่ยืนอยู่ไหมคะ" เสียงหญิงสายเรียกจากหน้าบ้าน อุ้ยยืนตื่นจากภวังค์ "อยู่ หลังบ้าน ใครรึ" อุ้ยยืนส่งเสียงรับ "นิพาทาค่ะ มาตามหายายนิด แวะมาที่นี่หรือเปล่า" นิพาทา อาสาวของนิสสรณ์ตอบพลางเดินอ้อมตามเสียงมาหลังบ้านอย่างคุ้นเคย "เอ้า เข้ามานั่งก่อน" อุ้ยยืนเชื้อเชิญพลางรินน้ำใบเตยในกาให้หญิงสาว "หนูนิดมานั่งคุยที่นี่พักหนึ่ง แต่สงสัยจะตามเจ้าทัมม์ไปที่แปลงผักที่ท่าน้ำ"
"นั่งคิดอะไรเพลิน ๆ นึกถึงความหลังตามประสาคนแก่ ที่ไม่มีวันข้างหน้าให้นึกถึงน่ะ"
"ไม่หรอก เห็นเป็นฟองคลื่นสูงเกือบศอก แต่ไม่เห็นตัว มันชอบมาเล่นน้ำแถวท่าน้ำบ้านเรา บางทีมากันเป็นคู่ บางทีก็มาเป็นฝูง ตัวผู้จะชอบเล่นแถวกลางลำน้ำ ระลอกคลื่นจะเป็นคลื่นสั้น ๆ ว่ายเร็ว แต่ตัวเมีย จะเข้ามาเล่นใกล้ ๆ ท่าน้ำ จะว่ายช้ากว่า ระลอกคลื่นกว้างกว่า อยู่ใกล้เพียงไม่เกิน 10 เมตร สวยมาก อุ้ยยืนเล่าด้วยดวงตาที่เป็นประกาย สมัยก่อนคนเราอยู่กันอย่างกลมกลืนกับธรรมชาติ การล่าก็เป็นแบบเผชิญหน้า ด้วยเหตุและผลของการอยู่รอด หาได้มากก็แบ่งกัน ไม่แข่งกันสะสมจนเกินพอเหมือนคนเราเดี๋ยวนี้ คนสมัยก่อนจึงสงบเยือกเย็นได้เหมือนอุ้ยยืน แต่คนสมัยนี้มีเทคโนโลยี มีเครื่องทุ่นแรงมากมายแต่ก็ไม่มีเวลาพอที่จะทำอะไร ไม่มีเวลาที่จะให้กับคนรอบข้าง ให้ครอบครัว ให้กับคนที่รัก ไม่มีเวลาที่จะนั่งชมธรรมชาติ ต้องรอวันพักร้อน ต้องรอเกษียณ นิพาทาอดคิดไม่ได้ว่า เวลาที่ผ่านมาเธอไปทำอะไรอยู่ในห้องค้าหลักทรัพย์นั่น แบบไม่เงยหน้าขึ้นมองอะไรเลย ใช่เธอเป็นผู้หญิงเก่งที่ประสบความสำเร็จเร็วกว่าคนวัยเดียวกัน เธอเป็นนักบริหารเงินที่ฉลาดเฉลียวว่องไว บริหารเงินให้ใครต่อใครได้ร่ำรวย มีเงินเก็บมากมาย แต่ทำไมเธอถึงเบื่อมัน และทิ้งมันมาเสียง่าย ๆ และมานั่งอยู่ตรงนี้ได้ เป็นอะไรไปรึ เงียบเชียบ หนูนิพา อืม คิดถึงเวลาที่ผ่านมา ไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงบ้างานขนาดนั้น บางทีคนเราก็ก้มหน้าก้มตาทำโดยไม่รู้ว่าทำไปเพื่ออะไรนะคะ ปู่ก็ไม่รู้หรอก แต่ปู่ว่า คนสมัยนี้ดูเหมือนว่า พร้อมที่จะเป็นทุกข์ ไม่ว่าเรื่องเล็ก เรื่องใหญ่ก็ดูเป็นทุกข์ เป็นปัญหาไปเสียหมด มีแต่เรื่องให้ขัดอกขัดใจกัน แบ่งกันเป็นพวก ๆ บางทีก็ทะเลาะเบาะแว้งกัน ไม่มีใครยอมใคร นังหนูรู้ไหมว่า ทำไมคนเดี๋ยวนี้ถึงเป็นแบบนี้ จริงสินะคะ อืม คงเป็นเพราะโลกเดี๋ยวนี้มันคงซับซ้อนเกินกว่าเราจะเข้าใจ ผู้คนเลยสับสน เหมือนที่หนูต้องพักตัวเอง ออกมานั่งอยู่ที่นี่ทบทวนตัวเองไงคะ แล้วปู่ยืนหล่ะคะ เพราะอะไรทำไมคนสมัยก่อนเอง เครื่องอำนวยความสะดวกอะไร ก็ไม่มี ต้องทำงานหนัก แต่ทำไมดูมีความสุขกันง่ายจังคะ เอ้อ แน่ะนังหนูนี่ ย้อนคนแก่จนได้ ฮะ ฮ่า ฮ่า คุยอะไรกันหรือคะ หัวเราะเสียงดังลั่นเลย นิสสรณ์ทัก .หลังขึ้นมาจากท่าน้ำพร้อมกับทัมม์ที่เก็บผักมาเต็มตะกร้า
..
|