| |
|
|
ตอนที่ 1 พรานฝึกหัด โลกบอกให้เราเลิกจับปลาบึกได้ แต่ถ้าเราจะบอกให้เขาหยุดสร้างเขื่อนบ้างจะได้ไหม เกือบ 5,000 บาท!
ส่วนแบ่งจากการขายปลาบึก ทัมม์ พึงพอใจกับรายได้ครั้งนี้มาก นับเป็นปีที่สองที่ทัมม์เข้าร่วมทีมจับปลาบึก กับพรานปลาลุ่มน้ำโขงที่บ้านหาดไคร้ ซึ่งปีก่อนเขาเป็นเพียงพรานฝึกหัดลงเรือติดตามไปกับลุง ทว่าเด็กฝึกหัดในครั้งนั้น ทำให้ลุงของเขาจับปลาบึกได้ถึง 2 ตัว จึงทำให้คนในหมู่บ้านมองเขาเป็นตัวนำโชค "เป็นไงหล่ะ วันนี้ได้ปลาไม่ใช่รึ" อุ้ยยืนทักทาย "ใช่ครับอุ้ย ได้ตัวใหญ่เลยเกือบ230โลน่ะ ตัวผู้ มีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มาเหมาเป็นตัวไปแล้ว" ทัมม์ตอบ "แล้วหลานไม่ดีใจรึ เก่งใช่เล่นนี่" อุ้ยหยั่งท่าทีเห็นทัมม์ดูเงียบ ๆ "ดีใจครับ เออ.. เพราะได้ตังค์มาให้แม่" ทัมม์ขยับไปนั่งใกล้ๆ
พ่ออุ้ย พ่ออุ้ยนิ่งมองไปที่สายน้ำใหญ่ที่เลี้ยงชีวิตแกมาตั้งแต่เกิด
"พี่เขาบอกว่า ปลาบึกจัดอยู่ในสัตว์ใกล้จะสูญพันธุ์ ตอนนี้ทางการอนุญาตให้จับได้เพราะว่าเขาเหตุว่าต้องการรีดไข่เก็บไว้มาผสมเทียม อีกหน่อยอาจห้ามจับ" พรานปลาบึกรุ่นเยาว์ตอบ "จริงสิ อุ้ยเป็นเสือตาไฟ ไม่ใช่หรือ ดูหน่อยสิ ปีนี้ปลาบึกมาเยอะหรือเปล่า" "เป็นพรานปลาโว้ย แต่ก็พอดูเป็น อืมแบบนี้ เป็นร้อยหล่ะหลานเอ้ย! ถ้าดูฟองคลื่นตอนนี้ ฮะฮะฮ่า" ทัมม์รู้ดีว่าถึงเวลานี้การนั่งมองฟองคลื่นปลาบึกทำไม่ได้แล้ว เพราะมีเรือยนต์ เรือสินค้า เรือท่องเที่ยววิ่งกันให้ขวัก "ไปช่วยแม่เก็บร้านก่อนนะ เย็นนี้ฉลองกันนะอุ้ย" ทัมม์ปั่นจักรยานไปตลาดช่วยแม่เก็บแผงขายผักตลาดเย็น อุ้ยยืน ทอดสายตาไปที่แม่น้ำที่แกเคยนั่งจ้องจนรู้จักดี
แทบทุกตารางนิ้ว แต่กระแสน้ำวันนี้เปลี่ยนไป เมื่อ 30กว่าปีก่อน เมื่อยังฉกรรจ์ชีวิตแกจะวนเวียนกับแม่น้ำสายนี้ ทั้งกิน อาบ เดินทางไปโน่นมานี่ และเลี้ยงชีวิต แกเป็นคนที่หาปลาเก่งที่สุดในหมู่บ้าน ด้วยผูกพันกับสายน้ำทำให้แกชำนาญพื้นที่ ช่วงหลังปีใหม่เมือง เมื่อหมู่คนเรือได้ทำพิธีบวงสรวงปลาบึกบริเวณดอนหลวงแล้วก็จะมานั่งเฝ้ามองฟองคลื่นปลาบึก ที่ห้าง(เพิง)ที่สูงกว่า 3 เมตร ใต้ต้นหางนกยูงที่ดอกจะบานสะพรั่งสีแดงส้มสวยสดในช่วงฤดูกาลนี้ แกชำนาญในการดูฟองคลื่นปลาบึก จนกระทั่งรู้ขนาดของปลาบึก ทั้งระบุได้เลยว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย แต่การดูฟองคลื่นก็ต้องหยุดไป 30 กว่าปี เมื่อเริ่มมีเรือยนต์วิ่ง เครื่องไม้เครื่องมือก็ต้องเปลี่ยนไป จากสะเบ็ง เป็นกวัก เป็นแห ที่สุดก็ต้องใช้(มอง)อวน ยาว 200 กว่าเมตร ลงทุนกันเป็นการเฉพาะว่ากันด้วยเงินหลายหมื่น ต่อการจับปลาบึก 1 ช่วง ประมาณเดือนกว่า ต่อปี อันเป็นช่วงที่ปลาบึกออกมาหาที่วางไข่ อุ้ยยืนเลยตัดสินใจเลิกจับปลาบึกเมื่อคนเริ่มใช้อวน แกไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรู้สึกอยากหยุดทั้งๆ ที่กำลังวังชาแกยังพอไหว จับได้ทีรายได้ก็ดีใช่น้อย แต่แกก็ไม่อยากทำ เพียงหาปลาเล็ก ๆ น้อยๆ พอขาย พอกินเท่านั้น แกยังลงไปอาบน้ำโขงในบางวัน แม้ว่าจะมีน้ำประปาต่อถึงบ้าน อุ้ยยืนเสียเมียไปแต่หนุ่ม อยู่คนเดียวมาตลอดกว่า 30 ปี ก็มีแต่ทัมม์เท่านั้นที่มาขลุกอยู่กับแกตั้งแต่เล็กเพราะกำพร้าพ่อ เมื่ออุ้ยยืนออกหาปลาทัมม์ก็ตามไปด้วยเสมอ ทำให้ทัมม์เรียนรู้เรื่องราวในท้องน้ำ รู้จักการทำเครื่องมือหาปลาอย่างง่าย ๆ การวางเบ็ด การไหลมอง และเทคนิคมากมาย ทั้งการใช้ชีวิตริมฝั่งโขง จากพ่อเฒ่า ซึ่งผูกพันกันเหมือนปู่กับหลาน เย็นนั้น ทัมม์หิ้วยาดอง และกับแกล้มจากตลาดฝากอุ้ยยืน ไม่ว่าเวลาดีใจหรือกลุ้มใจทัมม์มักมานั่งอยู่กับพ่อเฒ่า เป็นความเคยชินมาตั้งแต่เด็ก ๆ "ไง เจ้าทัมม์ พรุ่งนี้ได้คิวรอบที่เท่าไหร่" การจับปลาบึกต้องมีการจัดคิวจากชมรมปลาบึก เพราะมีเรือเข้าร่วมหาปลาหลายลำ "คิว 4 น่ะ พรุ่งนี้คงลงกันเองกับเพื่อน ๆ เพราะลุงสี แกคงไม่ไหว เมื่อวานรอบแรกแกลงเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น" ทัมม์กับเพื่อนได้รับการฝึกจากพรานปลารุ่นใหญ่ ๆ ที่บางคนคิดรามือ เพราะมีงานอื่น ๆ ทั้งการจับปลาบึกก็เป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน ลุงสีเป็นพี่ชายของแม่ แกไม่ค่อยสบายเลยคิดยกเครื่องมือหาปลาให้ทัมม์ใช้ต่อ แต่ทัมม์ก็พยายามเจียดเงินให้แกหากพอมีรายได้ เพราะลุงสีเองต้องใช้เงินรักษาตัว "ปีนี้ดูท่าจะมาเยอะนะอุ้ย เพราะเมื่อวานมาชนมอง สอง
สาม ครั้งแต่พลาดไป" เป็นที่รู้กันของพรานปลาบึกว่า ปลาบึกมักจะมากันเป็นคู่ เมื่อคู่ของมันถูกจับมันก็จะว่ายเวียนอยู่แถวนั้น หากโชคดีเป็นของเขาพรุ่งนี้ นั่นหมายถึงเป็นโชคร้ายของเจ้าปลาบึก ทัมม์คิด... เขาเคยลังเลกับการไล่ล่าปลาบึก เพราะการรับรู้เรื่องราวจากกลุ่มพี่ ๆ นักอนุรักษ์ว่าปลาบึกเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และดูว่าเป็นการโหดร้ายทารุณ ทำให้เขาถูกมองไม่ดีนักในสายตาของเพื่อน ๆ ที่ไปเข้าค่ายเยาวชนด้วยกัน "ไม่เป็นไรนี่ทัมม์ หากเราจับปลา ก็ให้คิดว่าเราเมตตาต่อคน
ปลาเป็นอาหารของคน " นิสสรณ์ มักรู้ทันความคิดและเข้าใจเขาเสมอ นิสสรณ์ย้ายมาจากกรุงเทพฯ ปีที่แล้ว เธอชอบอ่านหนังสือ และมีความคิดแปลก ๆ และชอบตั้งคำถามกับเขาเสมอ เขาไม่รู้ว่าทำไมเธอกับอาสาวมาอยู่ที่นี่ แต่เขาเองก็ชอบที่จะคุยกับเธอทุกครั้งที่มีโอกาส แต่อีกสิ่งที่เขาเก็บงำอยู่ในใจคือความเป็นนักล่า เขารู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับการเย่อกับเจ้าปลายักษ์ใต้พื้นน้ำนั่น เขาไม่กล้าบอกนิสสรณ์ กลัวว่าเธอจะมองว่า เขาป่าเถื่อน! "เจ้าทัมม์ นั่นแน่ะใจลอยไม่ถึงไหนกันวะ" ตุ๊ปู่ทัก "บ่ะ เจ้านี่มันรู้ใจจริง พรุ่งนี้ขอแรงไปซ่อมหลังหน่อย เมื่อคืนก่อนลมแรงหลังคามันเปิด ใช้คนอื่นก็ไม่ได้ดังใจ เลยแวะมาหาสูนี่แหละ ว่าแต่คิดอะไรอยู่วะ" "มันเป็นมาตั้งแต่กลางวันแล้วหล่ะครับ" อุ้ยยืนสำทับ ทัมม์ถอนหายใจตัดสินใจเอ่ยถามตุ๊ปู่ให้หายคลางแคลงใจ "ตุ๊ปู่ครับ ถ้าผมรู้สึกสนุกกับการไล่จับปลาบึก ผมผิดไหมครับ บาปไหม ทำให้บางครั้งผมสับสนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี" ตุ๊ปู่ยิ้มด้วยความเมตตา "ใจเย็น ๆ เจ้าทัมม์ จิตใจและอารมณ์ของมนุษย์มีทั้งหยาบและละเอียด แต่อย่ากังวลมากนัก คนเรามีก็มีสัญชาตญาณนักล่าอยู่ในตัว แต่ต่างจากสัตว์ตรงมนุษย์ก็มีปัญญาที่จะเรียนรู้และควบคุมมัน เลือกที่จะทำบางสิ่ง และไม่ทำบางอย่างได้ตามแต่สภาวะ เหมือนที่หลานกำลังเป็นอยู่ ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไร" ทัมม์ฟังแล้วสบายใจขึ้น แม้ไม่เข้าใจมากนัก อุ้ยยืน และตุ๊ปู่มองหน้ากันด้วยความพึงพอใจ ท่านทั้งสองนั้นต่างเอ็นดูทัมม์เด็กหนุ่มคนนี้ และมองเห็นว่าใคร ๆ ที่หมู่บ้านนี้อาจได้พึ่งพาเขาได้ในวันข้างหน้า บ่อยครั้งที่ตุ๊ปู่เรียกทัมม์ไปใช้งานในวัด แต่เป้าหมายหลักคือต้องการที่จะอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจ ให้ความคิดดี ๆ แก่เขา "เอาหล่ะ พรุ่งนี้ขึ้นจากเรือ ค่อยไปก็ได้นะ" ตุ๊ปู่ตัดบทสนทนาเพราะใกล้เวลาทำวัตร ทิ้งให้ทัมม์ได้ทบทวนคำพูดของตุ๊ปู่อย่างเงียบ ๆ "เห็นว่าพรุ่งนี้ประมงจังหวัดจะมารึ" อุ้ยยืนทำลายความเงียบ "ครับ ยังมีกลุ่มผู้แทนฯ มาอีก ไม่รู้ว่าเป็นใคร เห็นว่าจะมาจองปลาตัวต่อไป ซื้อแล้วปล่อยนะครับ เดี๋ยวนี้ ใครต่อใครก็มาสนใจการจับปลาบึก ทั้งกรมประมง นักข่าว นักท่องเที่ยว เมื่อก่อนคงไม่เป็นแบบนี้นะครับพ่ออุ้ย" "ไม่หรอกเมื่อก่อนทำกันเฉพาะกลุ่มหาปลาในหมู่บ้าน หาได้ก็มาแบ่งกันกิน เหลือก็ขายให้คนลาว บวงสรวงรึไปแอบทำที่เวิ้งดอนหลวงโน่นน่ะ" ในช่วงกว่า 10 ปีหลังมานี้ เมื่อในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกของชาวบ้านหาดไคร้ทีไร ก็จะมีทั้งคนจากอำเภอ จากหน่วยงานท้องถิ่น ทั้งชาวบ้านทั่วทิศ มาตั้งขบวนเรือล่องมา มาทำพิธีบวงสรวงกันใหญ่โต มีนักข่าวทั้งไทยทั้งเทศมาทำข่าว ทำสารคดี มีเจ้าหน้าที่ประมง มีนักอนุรักษ์ มีหน่วยงานการท่องเที่ยว รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาคิด มาทำ มาออกความเห็นกันมากมาย "ตอนนี้พิธีบวงสรวงใหญ่โต เป็นพิธีที่ทำให้โลกดู ไม่ได้ทำกันเงียบ ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางทีวันหนึ่งเราอาจต้องเลิกจับปลาบึก เมื่อเขาบอกให้เลิก" "ใครเป็นคนกำหนดกติกาให้เรา แล้วการจับปลาบึกด้วยเครื่องมือของเราจะทำให้ปลาบึกหมดไปจริง ๆ หรือครับอุ้ย" " บางเรื่องอุ้ยก็ไม่เข้าใจ แต่อุ้ยเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เหลือเวลาอีกไม่นานยังพอใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นมาได้ แต่หลานสิ...ยังต้องอยู่อีกนาน มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ และต้องเข้าใจ เพราะคงมีใครต่อใครมาช่วยเราคิด ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเรา สิ่งที่พวกเขาทำก็จะมีผลต่อเรา ลองดูน้ำของสิ เมื่อก่อนมันขึ้นลงตามธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มีคนเข้าไปร่วมกำหนดมันด้วย และทำให้การใช้ชีวิตของเรา สภาพน้ำของที่เราอาศัยนี้...ก็ต่างไปจากเมื่อก่อน" อุ้ยกล่าว แล้วคิดว่าความเป็นอยู่ของคนเดี๋ยวนี้ซับซ้อนขึ้นมาก ทัมม์รู้ว่าทางตอนเหนือแม่น้ำโขงหรือบริเวณตอนใต้ของประเทศจีน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนหลายเขื่อน ทำให้การขึ้นลงของน้ำโขงต่างไปจากเดิม สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป พวกเขาสามารถบอกให้เราหยุดจับปลาบึกได้ แต่ถ้าเราจะบอกให้เขาหยุดสร้างเขื่อนจะได้ไหม ....ทัมม์นึกสงสัย ทัมม์มีคำถามมากมายอยู่ในใจ จนรู้สึกว่าคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากทีเดียว หากจะตอบคำถามที่มีอยู่นี้ได้ และคงต้องคิดต่อไป เพื่อจะให้รู้ว่า เขาควรคิดควรทำอย่างไรกับชีวิตตนเอง และทันต่อที่มาที่ไปของกระแสโลกปัจจุบัน ที่ก้าวล่วงเข้ามาร่วมกำหนดวิถีชีวิตของทุกคนมากขึ้น
|