ระแสแห่งยุคสมัย มันจดจ้องที่จะรุกคืบ กลืนเราให้อยู่ภายใต้อำนาจการตัดสินคุณค่าตามวิถีของมัน..อันเกินกำลังเราจะต้านทาน.. แต่ก็ยากที่จะผ่อนตามในทุกย่างก้าว

บางทีเราคนเมืองเล็ก ๆ แห่งนี้ อาจมิควรเมินเฉยต่อวิถีโลก  ที่เริ่มยื่นมือเข้ามาร่วมกำหนดกติกาต่าง ๆ ทั้งการดำเนินชีวิต การรุกเร้าของการค้า การใช้ทรัพยากรร่วมกัน อันยังผลกระทบต่อวิถีของชุมชน ที่เราอาจต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจ เพื่อเลือก หรืออย่างน้อยเพื่อเสาะหาหนทางให้เป็นไปอย่างสมดุล ไม่แกว่งตามจนเสียศูนย์

-1-

ตอนที่ 1 พรานฝึกหัด

“โลกบอกให้เราเลิกจับปลาบึกได้ แต่ถ้าเราจะบอกให้เขาหยุดสร้างเขื่อนบ้างจะได้ไหม…”

เกือบ 5,000 บาท!… ส่วนแบ่งจากการขายปลาบึก “ทัมม์” พึงพอใจกับรายได้ครั้งนี้มาก
และอีกความรู้สึกหนึ่ง คือ สนุก สะใจ!!..ที่ได้ออกไล่ล่าเจ้าตัวปลาตัวใหญ่ยักษ์นั่น

รวยหล่ะสิ“ทัมม์"…ระหว่างทางกลับบ้านมีคนทักทาย และดีใจกับความโชคดีของทัมม์ ที่ทีมของเขาจับปลาบึกเป็นตัวแรกของฤดูกาลนี้

นับเป็นปีที่สองที่ทัมม์เข้าร่วมทีมจับปลาบึก กับพรานปลาลุ่มน้ำโขงที่บ้านหาดไคร้ ซึ่งปีก่อนเขาเป็นเพียงพรานฝึกหัดลงเรือติดตามไปกับลุง

ทว่าเด็กฝึกหัดในครั้งนั้น ทำให้ลุงของเขาจับปลาบึกได้ถึง 2 ตัว จึงทำให้คนในหมู่บ้านมองเขาเป็นตัวนำโชค

"เป็นไงหล่ะ วันนี้ได้ปลาไม่ใช่รึ" อุ้ยยืนทักทาย

"ใช่ครับอุ้ย ได้ตัวใหญ่เลยเกือบ230โลน่ะ ตัวผู้ มีพ่อค้าจากกรุงเทพฯ มาเหมาเป็นตัวไปแล้ว" ทัมม์ตอบ

"แล้วหลานไม่ดีใจรึ เก่งใช่เล่นนี่" อุ้ยหยั่งท่าทีเห็นทัมม์ดูเงียบ ๆ

"ดีใจครับ เออ.. เพราะได้ตังค์มาให้แม่" ทัมม์ขยับไปนั่งใกล้ๆ พ่ออุ้ย
"แต่ อุ้ยเราจับมันมาก ๆ นี่ปลาบึกมันจะหมดจริงไหมอุ้ย" ทัมม์ตั้งคำถาม

พ่ออุ้ยนิ่งมองไปที่สายน้ำใหญ่ที่เลี้ยงชีวิตแกมาตั้งแต่เกิด
"ไม่รู้ว่ะ อุ้ยก็เห็นเขาจับมาแต่อุ้ยเกิด จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเห็นว่ายังมีอยู่ แล้วหลานคิดไงหล่ะ "

"พี่เขาบอกว่า ปลาบึกจัดอยู่ในสัตว์ใกล้จะสูญพันธุ์ ตอนนี้ทางการอนุญาตให้จับได้เพราะว่าเขาเหตุว่าต้องการรีดไข่เก็บไว้มาผสมเทียม อีกหน่อยอาจห้ามจับ" พรานปลาบึกรุ่นเยาว์ตอบ

"จริงสิ อุ้ยเป็นเสือตาไฟ ไม่ใช่หรือ ดูหน่อยสิ ปีนี้ปลาบึกมาเยอะหรือเปล่า"

"เป็นพรานปลาโว้ย แต่ก็พอดูเป็น อืมแบบนี้…เป็นร้อยหล่ะหลานเอ้ย! ถ้าดูฟองคลื่นตอนนี้ ฮะฮะฮ่า"

ทัมม์รู้ดีว่าถึงเวลานี้การนั่งมองฟองคลื่นปลาบึกทำไม่ได้แล้ว เพราะมีเรือยนต์ เรือสินค้า เรือท่องเที่ยววิ่งกันให้ขวัก

"ไปช่วยแม่เก็บร้านก่อนนะ เย็นนี้ฉลองกันนะอุ้ย" ทัมม์ปั่นจักรยานไปตลาดช่วยแม่เก็บแผงขายผักตลาดเย็น

อุ้ยยืน ทอดสายตาไปที่แม่น้ำที่แกเคยนั่งจ้องจนรู้จักดี แทบทุกตารางนิ้ว แต่กระแสน้ำวันนี้เปลี่ยนไป
เปลี่ยนพร้อม ๆ กับสภาพแวดล้อมของแม่น้ำ วิถีชีวิต และความคิดของผู้คน
ที่หลายครั้งแกรู้สึกตามไม่ทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วนี้

เมื่อ 30กว่าปีก่อน เมื่อยังฉกรรจ์ชีวิตแกจะวนเวียนกับแม่น้ำสายนี้ ทั้งกิน อาบ เดินทางไปโน่นมานี่ และเลี้ยงชีวิต แกเป็นคนที่หาปลาเก่งที่สุดในหมู่บ้าน ด้วยผูกพันกับสายน้ำทำให้แกชำนาญพื้นที่

ช่วงหลังปีใหม่เมือง เมื่อหมู่คนเรือได้ทำพิธีบวงสรวงปลาบึกบริเวณดอนหลวงแล้วก็จะมานั่งเฝ้ามองฟองคลื่นปลาบึก ที่ห้าง(เพิง)ที่สูงกว่า 3 เมตร ใต้ต้นหางนกยูงที่ดอกจะบานสะพรั่งสีแดงส้มสวยสดในช่วงฤดูกาลนี้

แกชำนาญในการดูฟองคลื่นปลาบึก จนกระทั่งรู้ขนาดของปลาบึก ทั้งระบุได้เลยว่าเป็นตัวผู้หรือตัวเมีย

แต่การดูฟองคลื่นก็ต้องหยุดไป 30 กว่าปี เมื่อเริ่มมีเรือยนต์วิ่ง เครื่องไม้เครื่องมือก็ต้องเปลี่ยนไป จากสะเบ็ง เป็นกวัก เป็นแห ที่สุดก็ต้องใช้(มอง)อวน ยาว 200 กว่าเมตร

ลงทุนกันเป็นการเฉพาะว่ากันด้วยเงินหลายหมื่น ต่อการจับปลาบึก 1 ช่วง ประมาณเดือนกว่า ต่อปี อันเป็นช่วงที่ปลาบึกออกมาหาที่วางไข่

อุ้ยยืนเลยตัดสินใจเลิกจับปลาบึกเมื่อคนเริ่มใช้อวน แกไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมรู้สึกอยากหยุดทั้งๆ ที่กำลังวังชาแกยังพอไหว จับได้ทีรายได้ก็ดีใช่น้อย แต่แกก็ไม่อยากทำ เพียงหาปลาเล็ก ๆ น้อยๆ พอขาย พอกินเท่านั้น แกยังลงไปอาบน้ำโขงในบางวัน แม้ว่าจะมีน้ำประปาต่อถึงบ้าน

อุ้ยยืนเสียเมียไปแต่หนุ่ม อยู่คนเดียวมาตลอดกว่า 30 ปี ก็มีแต่ทัมม์เท่านั้นที่มาขลุกอยู่กับแกตั้งแต่เล็กเพราะกำพร้าพ่อ

เมื่ออุ้ยยืนออกหาปลาทัมม์ก็ตามไปด้วยเสมอ ทำให้ทัมม์เรียนรู้เรื่องราวในท้องน้ำ รู้จักการทำเครื่องมือหาปลาอย่างง่าย ๆ การวางเบ็ด การไหลมอง และเทคนิคมากมาย ทั้งการใช้ชีวิตริมฝั่งโขง จากพ่อเฒ่า ซึ่งผูกพันกันเหมือนปู่กับหลาน

เย็นนั้น ทัมม์หิ้วยาดอง และกับแกล้มจากตลาดฝากอุ้ยยืน ไม่ว่าเวลาดีใจหรือกลุ้มใจทัมม์มักมานั่งอยู่กับพ่อเฒ่า เป็นความเคยชินมาตั้งแต่เด็ก ๆ

"ไง เจ้าทัมม์ พรุ่งนี้ได้คิวรอบที่เท่าไหร่" การจับปลาบึกต้องมีการจัดคิวจากชมรมปลาบึก เพราะมีเรือเข้าร่วมหาปลาหลายลำ

"คิว 4 น่ะ พรุ่งนี้คงลงกันเองกับเพื่อน ๆ เพราะลุงสี แกคงไม่ไหว เมื่อวานรอบแรกแกลงเป็นพี่เลี้ยงเท่านั้น" ทัมม์กับเพื่อนได้รับการฝึกจากพรานปลารุ่นใหญ่ ๆ ที่บางคนคิดรามือ เพราะมีงานอื่น ๆ ทั้งการจับปลาบึกก็เป็นรายได้ที่ไม่แน่นอน

ลุงสีเป็นพี่ชายของแม่ แกไม่ค่อยสบายเลยคิดยกเครื่องมือหาปลาให้ทัมม์ใช้ต่อ แต่ทัมม์ก็พยายามเจียดเงินให้แกหากพอมีรายได้ เพราะลุงสีเองต้องใช้เงินรักษาตัว

"ปีนี้ดูท่าจะมาเยอะนะอุ้ย เพราะเมื่อวานมาชนมอง สอง สาม ครั้งแต่พลาดไป"
"อย่างไรวันนี้คงได้ตัวเมียอีกซักตัวล่ะวะ...ขอให้หลานโชคดี"

เป็นที่รู้กันของพรานปลาบึกว่า ปลาบึกมักจะมากันเป็นคู่ เมื่อคู่ของมันถูกจับมันก็จะว่ายเวียนอยู่แถวนั้น

หากโชคดีเป็นของเขาพรุ่งนี้ นั่นหมายถึงเป็นโชคร้ายของเจ้าปลาบึก ทัมม์คิด...

เขาเคยลังเลกับการไล่ล่าปลาบึก เพราะการรับรู้เรื่องราวจากกลุ่มพี่ ๆ นักอนุรักษ์ว่าปลาบึกเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ และดูว่าเป็นการโหดร้ายทารุณ ทำให้เขาถูกมองไม่ดีนักในสายตาของเพื่อน ๆ ที่ไปเข้าค่ายเยาวชนด้วยกัน

"ไม่เป็นไรนี่ทัมม์ หากเราจับปลา ก็ให้คิดว่าเราเมตตาต่อคน ปลาเป็นอาหารของคน "
"ทัมม์ขายให้พ่อค้านะนิสสรณ์ ไม่ได้ตัดแบ่งกันกินเหมือนสมัยอุ้ยยืน"
"แต่นั่นเพราะทัมม์จำเป็นต้องหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัวนะ ลำพังจับปลาเล็ก ก็พอช่วยค่ากับข้าวเล็ก ๆ น้อยในบ้านเท่านั้นไม่ใช่หรือ ทัมม์ต้องหาเงินเก็บไว้เรียนอีก สมัยนี้ต้องใช้เงินมาก เราก็รู้กันอยู่"

นิสสรณ์ มักรู้ทันความคิดและเข้าใจเขาเสมอ นิสสรณ์ย้ายมาจากกรุงเทพฯ ปีที่แล้ว เธอชอบอ่านหนังสือ และมีความคิดแปลก ๆ และชอบตั้งคำถามกับเขาเสมอ เขาไม่รู้ว่าทำไมเธอกับอาสาวมาอยู่ที่นี่ แต่เขาเองก็ชอบที่จะคุยกับเธอทุกครั้งที่มีโอกาส

แต่อีกสิ่งที่เขาเก็บงำอยู่ในใจคือความเป็นนักล่า เขารู้สึกตื่นเต้นและสนุกกับการเย่อกับเจ้าปลายักษ์ใต้พื้นน้ำนั่น เขาไม่กล้าบอกนิสสรณ์ กลัวว่าเธอจะมองว่า เขาป่าเถื่อน!

"เจ้าทัมม์ นั่นแน่ะใจลอยไม่ถึงไหนกันวะ" ตุ๊ปู่ทัก
ทัมม์รู้สึกสะดุ้งเล็กน้อย ทักตอบตุ๊ปู่แบบแก้เก้อ "ไปไหนครับ มีอะไรจะให้ผมทำหรือเปล่าครับ"

"บ่ะ เจ้านี่มันรู้ใจจริง พรุ่งนี้ขอแรงไปซ่อมหลังหน่อย เมื่อคืนก่อนลมแรงหลังคามันเปิด ใช้คนอื่นก็ไม่ได้ดังใจ เลยแวะมาหาสูนี่แหละ ว่าแต่คิดอะไรอยู่วะ"

"มันเป็นมาตั้งแต่กลางวันแล้วหล่ะครับ" อุ้ยยืนสำทับ

ทัมม์ถอนหายใจตัดสินใจเอ่ยถามตุ๊ปู่ให้หายคลางแคลงใจ "ตุ๊ปู่ครับ ถ้าผมรู้สึกสนุกกับการไล่จับปลาบึก ผมผิดไหมครับ บาปไหม ทำให้บางครั้งผมสับสนไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี"

ตุ๊ปู่ยิ้มด้วยความเมตตา "ใจเย็น ๆ เจ้าทัมม์ จิตใจและอารมณ์ของมนุษย์มีทั้งหยาบและละเอียด แต่อย่ากังวลมากนัก คนเรามีก็มีสัญชาตญาณนักล่าอยู่ในตัว แต่ต่างจากสัตว์ตรงมนุษย์ก็มีปัญญาที่จะเรียนรู้และควบคุมมัน เลือกที่จะทำบางสิ่ง และไม่ทำบางอย่างได้ตามแต่สภาวะ เหมือนที่หลานกำลังเป็นอยู่ ถึงเวลาเจ้าก็จะรู้เองว่าควรทำอย่างไร"

ทัมม์ฟังแล้วสบายใจขึ้น แม้ไม่เข้าใจมากนัก อุ้ยยืน และตุ๊ปู่มองหน้ากันด้วยความพึงพอใจ ท่านทั้งสองนั้นต่างเอ็นดูทัมม์เด็กหนุ่มคนนี้ และมองเห็นว่าใคร ๆ ที่หมู่บ้านนี้อาจได้พึ่งพาเขาได้ในวันข้างหน้า บ่อยครั้งที่ตุ๊ปู่เรียกทัมม์ไปใช้งานในวัด แต่เป้าหมายหลักคือต้องการที่จะอบรมสั่งสอนกล่อมเกลาจิตใจ ให้ความคิดดี ๆ แก่เขา

"เอาหล่ะ พรุ่งนี้ขึ้นจากเรือ ค่อยไปก็ได้นะ" ตุ๊ปู่ตัดบทสนทนาเพราะใกล้เวลาทำวัตร ทิ้งให้ทัมม์ได้ทบทวนคำพูดของตุ๊ปู่อย่างเงียบ ๆ

"เห็นว่าพรุ่งนี้ประมงจังหวัดจะมารึ" อุ้ยยืนทำลายความเงียบ

"ครับ ยังมีกลุ่มผู้แทนฯ มาอีก ไม่รู้ว่าเป็นใคร เห็นว่าจะมาจองปลาตัวต่อไป ซื้อแล้วปล่อยนะครับ เดี๋ยวนี้ ใครต่อใครก็มาสนใจการจับปลาบึก ทั้งกรมประมง นักข่าว นักท่องเที่ยว เมื่อก่อนคงไม่เป็นแบบนี้นะครับพ่ออุ้ย"…

"ไม่หรอกเมื่อก่อนทำกันเฉพาะกลุ่มหาปลาในหมู่บ้าน หาได้ก็มาแบ่งกันกิน เหลือก็ขายให้คนลาว บวงสรวงรึไปแอบทำที่เวิ้งดอนหลวงโน่นน่ะ"

ในช่วงกว่า 10 ปีหลังมานี้ เมื่อในพิธีบวงสรวงเจ้าพ่อปลาบึกของชาวบ้านหาดไคร้ทีไร ก็จะมีทั้งคนจากอำเภอ จากหน่วยงานท้องถิ่น ทั้งชาวบ้านทั่วทิศ มาตั้งขบวนเรือล่องมา มาทำพิธีบวงสรวงกันใหญ่โต มีนักข่าวทั้งไทยทั้งเทศมาทำข่าว ทำสารคดี มีเจ้าหน้าที่ประมง มีนักอนุรักษ์ มีหน่วยงานการท่องเที่ยว รวมทั้งนักการเมืองท้องถิ่นเข้ามาคิด มาทำ มาออกความเห็นกันมากมาย

"ตอนนี้พิธีบวงสรวงใหญ่โต เป็นพิธีที่ทำให้โลกดู ไม่ได้ทำกันเงียบ ๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางทีวันหนึ่งเราอาจต้องเลิกจับปลาบึก เมื่อเขาบอกให้เลิก"

"ใครเป็นคนกำหนดกติกาให้เรา แล้วการจับปลาบึกด้วยเครื่องมือของเราจะทำให้ปลาบึกหมดไปจริง ๆ หรือครับอุ้ย"

" บางเรื่องอุ้ยก็ไม่เข้าใจ แต่อุ้ยเหมือนไม้ใกล้ฝั่ง เหลือเวลาอีกไม่นานยังพอใช้ชีวิตอย่างที่เคยเป็นมาได้ แต่หลานสิ...ยังต้องอยู่อีกนาน มีหลายเรื่องที่ต้องเรียนรู้ และต้องเข้าใจ เพราะคงมีใครต่อใครมาช่วยเราคิด ตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ เกี่ยวกับการใช้ชีวิตของเรา

สิ่งที่พวกเขาทำก็จะมีผลต่อเรา ลองดูน้ำของสิ เมื่อก่อนมันขึ้นลงตามธรรมชาติ แต่เดี๋ยวนี้มีคนเข้าไปร่วมกำหนดมันด้วย และทำให้การใช้ชีวิตของเรา สภาพน้ำของที่เราอาศัยนี้...ก็ต่างไปจากเมื่อก่อน" อุ้ยกล่าว แล้วคิดว่าความเป็นอยู่ของคนเดี๋ยวนี้ซับซ้อนขึ้นมาก

ทัมม์รู้ว่าทางตอนเหนือแม่น้ำโขงหรือบริเวณตอนใต้ของประเทศจีน มีการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่จำนวนหลายเขื่อน ทำให้การขึ้นลงของน้ำโขงต่างไปจากเดิม สภาพแวดล้อมและระบบนิเวศน์เปลี่ยนไป

พวกเขาสามารถบอกให้เราหยุดจับปลาบึกได้ แต่ถ้าเราจะบอกให้เขาหยุดสร้างเขื่อนจะได้ไหม ....ทัมม์นึกสงสัย

ทัมม์มีคำถามมากมายอยู่ในใจ จนรู้สึกว่าคงต้องเรียนรู้อะไรอีกมากทีเดียว หากจะตอบคำถามที่มีอยู่นี้ได้ และคงต้องคิดต่อไป เพื่อจะให้รู้ว่า เขาควรคิดควรทำอย่างไรกับชีวิตตนเอง และทันต่อที่มาที่ไปของกระแสโลกปัจจุบัน ที่ก้าวล่วงเข้ามาร่วมกำหนดวิถีชีวิตของทุกคนมากขึ้น


เรื่อง: ลิตเติ้ลรูธ
update:14 -10 - 05