ศีลห้า…จากวิถีป่าสู่วิถีพุทธ

ในหนังสือพื้นเมืองซึ่งได้บันทึกตำนานของเมืองเชียงของ ในตอนหนึ่งมีการบันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับการเสด็จมาโปรดเวไนยสัตว์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระอานนท์ โดยบันทึกไว้ว่า…

สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าของเรา พร้อมด้วยพระอานนท์ ได้เสด็จไปถึงดอยแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เมืองเมิง ซึ่งมีอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง

ณ ที่ดอยแห่งนั้นเป็นซอกเขาที่สลับซับซ้อน และสวยงามมากดอยนั้นมีถ้ำทรง เห็นว่าที่แห่งนั้นควรจะประทับรอยพระบาทไว้ มีหินก้อนหนึ่งชะโงกเงื้อมคล้ายกระท่อมตรงปากถ้ำนั้นมีทางไปทิศตะวันตก ผากระท่อมนั้นมีอยู่ข้างขวาปากถ้ำไม่ไกลเท่าใด

พระองค์จึงประทับรอยพระบาทข้างขวาไว้ในก้อนหินนั้น ซึ่งอยู่ใกล้ผากระท่อมนั้น เพื่อจะให้เป็นที่สักการะบูชาแก่คนทั้งหลาย เมื่อพระองค์ประทับรอยพระบาทไว้แล้วพระองค์ก็เสด็จข้ามแม่น้ำโขงไปทางทิศตะวันตกเฉียง่ใต้ ( แต่พระองค์จะเสด็จมาทางอากาศหรือทางใดนั้นในหนังสือนั้นมิได้บอกไว้ )

จึงมาถึงบ้านแห่งหนึ่งซึ่งเป็นบ้านของตำมิละ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขง พระองค์ประทับอยู่ใต้ร่มไม้ขนุนต้นหนึ่ง ไม้ขนุนต้นนั้นมีอยู่บนฝั่งใกล้แม่น้ำโขง แล้วพระองค์ได้เสด็จลงไปสรงน้ำ และทรงประทับอยู่หลังหินก้อนหนึ่ง หินก้อนนี้สันนิษฐานว่ามีรูปคล้ายคลึงรูปช้าง ตั้งอยู่กลางลำน้ำโขง

เมื่อพระองค์ทรงน้ำชำระพระวรกายเสร็จแล้วก็เสด็จกลับมาประทับใต้ต้นขนุนตามเดิม

หัวหน้าชาวบ้านตำมิละแห่งนี้เมื่อได้ทราบว่าคนแปลกหน้าได้มาประทับที่นั้นเขาจึงเข้าไปถามพระองค์ว่า
“สหายจะไปที่ใด เหตุใดนุ่งห่มไม่เหมือนคนทั้งหลาย”
พระองค์ก็ตอบว่า “เราเป็นตถาคต เป็นครูสั่งสอนพวกสัตว์ทั้งหลายเพื่อให้รู้ความชั่วและความดี”

พระองค์ได้ถามตำมิละว่า “ท่านชื่อใด อยู่ที่ใด การเป็นอยู่ของท่านเป็นอย่างไร “
ตำมิละตอบว่า “ข้าชื่อตำมิละ เป็นหัวหน้าบ้านนี้ การเป็นอยู่ของเรา ข้ามีแต่ค้าขาย ล่าเนื้อหาปลา เมื่อเจ็บป่วยก็เลี้ยงผีพ่อผีแม่ ผีไร่ ผีสวน เท่านั้น”

พระองค์บอกแก่ตำมิละว่า “การล่าเนื้อหาปลาเลี้ยงชีวิตนั้นเป็นการไม่ดี ชีวิตสัตว์กับชีวิตเราก็เป็นอย่างเดียวกัน เรามีความกลัวตายเท่าใด สัตว์เหล่านั้นมีความกลัวตายอย่างเราเหมือนกัน ขอให้ท่านละเว้นการฆ่าสัตว์และเลี้ยงผีเสีย แล้วให้ถือเอาศีลห้าเป็นนิจแล้ว

การเจ็บป่วยก็ไม่ต้องเลี้ยงผี เพียงกินยานั้น ๆ นี้ ๆ ไป หรือไม่กินยาเลย อำนาจของศีลห้าก็จะอาจจะช่วยให้หายเจ็บป่วยได้ การเจ็บป่วยก็เป็นธรรมดาของโลกที่ได้สร้างเอาไว้ การเจ็บไข้ได้ป่วยนั้น ทั้งผู้มั่งมีและยากจน จะไม่ให้เป็นนั้น เป็นไปไม่ได้มันต้องมีทุกคน แต่ผิดกันที่ป่วยมากหรือป่วยน้อยโดยได้รับความเดือดร้อนทรมาน

ผู้ที่ถือศีลห้าเป็นนิจ ถึงแม้ว่าจะป่วยก็ป่วยธรรมดา ไม่ได้รับความทรมานแต่อย่างใด แม้ว่าอายุจะสิ้นแล้วถึงเวลาตายก็ตายด้วยความสบายใจ เมื่อหากว่าท่านได้ถือศีลห้าแล้ว การค้าขายของท่านก็จะมีกำไรดียิ่งกว่าเก่า”

ตำมิละได้ตอบพระองค์ว่า “ถ้ามีแน่เหมือนสหายว่าข้าก็อยากได้เหมือนกันศีลห้าที่สหายว่านี้ ถ้าสหายได้มามากขอแบ่งให้ข้าบ้าง คิดเป็นราคาเท่าไรข้าก็จะซื้อเอา”

พระองค์ก็ตอบว่า “ เราก็มีมาเหมือนกัน แต่มิใช่วัตถุที่จะซื้อขาย เป็นสิ่งที่เอาแจกเอาให้กันเปล่า ศีลห้าที่ว่านี้มิใช่เป็นอะไร เป็นคำสั่งสอนห้าข้อ เมื่อท่านยินดีอยากได้ เราก็ยินดีจะสอนให้ แต่ขอสัญญาว่าเมื่อเราเอาแจกให้ท่านไปแล้วให้ท่านถือเป็นนิจ เมื่อไม่ถือเป็นนิจจะเลวร้ายยิ่งกว่าเก่า ถ้าท่านถือเป็นนิจแล้วจะดีกว่ากว่าเก่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า”

ผู้ใหญ่บ้านตำมิละก็รับรอง พระองค์ก็ได้สอนศีลห้าแก่ตำมิละคนนั้น ตั้งแต่นั้นมาผู้ใหญ่บ้านตำมิละก็ได้ปฏิบัติศีลห้าดังกล่าว และได้ถวายของขบฉันท์ทุกวัน พระองค์ประทับ ณ ที่นั้นนานเท่าใดก็ไม่ปรากฏเมื่อพระองค์จะจากที่นั่นไปที่อื่น ผู้ใหญ่ตำมิละซึ่งคุ้นเคยกับพระองค์เป็นอย่างมาก เมื่อทราบว่าพระองค์จะเสด็จไปที่อื่น เขาก็มีความอาลัยยิ่ง จึงได้ถามพระองค์ว่าพระองค์ว่าพระองค์จะกลับมาที่นี่อีกเมื่อใด พระองค์ทรงตอบว่ายังรู้แน่ไม่ได้

ผู้ใหญ่ตำมิละพูดว่า “เมื่อพระองค์จะจากไป ข้าขอสิ่งหนึ่งสิ่งใดจากพระองค์ไว้สักอย่างหนึ่ง เพื่อจะได้รักษาไว้ดูต่างหน้าต่างตาแทนพระองค์”

*ข้อความนี้คัดลอกตามต้นฉบับทุกประการ ปรับเปลี่ยนเพียงเพิ่มเครื่องหมายคำพูด และจัดย่อหน้าใหม่เพื่อให้อ่านง่าย


เรียบเรียง: มดตะนอย

update: 30 พ.ค..2549

ที่มา: "ประวัติการสร้างเมืองเชียงของ" ของ ขุนภูนพิเลขกิจ (เจ้าหนานบุษรศ จิตตางกูร) พ.ศ.๒๔๔๘

.....................................................................................................................

เรื่องราวเกี่ยวเนื่อง